ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - normaluser

หน้า: [1]
1
วิธีออกกำลังกาย สำหรับผู้ป่วยโรค “หัวใจ”



ผู้ป่วยโรคหัวใจอาจมีความเสี่ยงหลายอย่างในการออกกำลังกาย เพราะหัวใจที่ไม่แข็งแรงเต็มที่ 100% จึงอาจทำให้ไม่สามารถออกกำลังกายในหลายๆ ประเภทได้ แต่อย่างไรก็ตามทางออกสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ เพื่อบรรเทาอาการของโรคให้ดียิ่งขึ้น แพทย์ยังลงความเห็นว่ายังสมควรที่จะต้องออกกำลังกายอยู่ เพียงแต่ต้องทำอย่างถูกวิธี
ข้อดีของการออกกำลังกาย928bet
นพ.ณัฐพงศ์ วงศิวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า การออกกำลังกายช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจมีการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายมากขึ้น ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงหัวใจ สามารถลดการเกิดโรคหัวใจชนิดต่างๆ เช่น โรคลิ้นหัวใจรั่วหรือตีบ โรคหัวใจจากความดันโลหิตสูง โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ภาวะหัวใจล้มเหลว โรคความดันโลหิตสูง และยังทำให้ลดอัตราการเจ็บหน้าอกของผู้ป่วยโรคหัวใจอีกด้วย ที่สำคัญการออกกำลังกายสามารถลดความอ้วน ลดระดับคอเลสเตอรอล เบาหวาน เพิ่มความกระฉับกระเฉง นำไปสู่การทำงานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูก ปรับปรุงรูปร่าง ช่วยให้หลับสบาย และลดภาวะเครียด
ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพของหัวใจ
พญ.วิพรรณ สังคหะพงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพของหัวใจนั้น สามารถทำได้ตามความเหมาะสมของวัยตนเอง ตามสภาพร่างกาย และสิ่งแวดล้อมที่ดี ในความแรงที่เพียงพอต่อการกระตุ้นการพัฒนาของร่างกายและหัวใจโดยไม่เสี่ยงอันตราย โดยอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดอยู่ที่ 60-80% และทำให้เป็นกิจวัตรประจำ
 
วิธีออกกำลังกายเพื่อบรรเทาอาการของโรคหัวใจ
ปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนว่าเราสามารถออกกำลังกายแบบไหนได้บ้าง มีคำแนะนำ หรือคำเตือนอะไรก่อนการออกกำลังกายหรือไม่
ชวนคนรู้จักมาออกกำลังกายด้วย หรือออกกำลังกายภายใต้การดูแลของครูฝึก หรือเทรนเนอร์ เพราะหากมีอาการอะไรเกิดขึ้น จะได้มีคนอยู่ช่วยได้ทันท่วงที และอย่าลืมแจ้งผู้เกี่ยวข้องรอบตัวด้วยว่าคุณเป็นโรคหัวใจ
ก่อนเริ่มออกกำลังกาย ควรวอร์มร่างกายด้วยการทำท่ากายบริหารง่ายๆ ช้าๆ สลับท่าไปเรื่อยๆ ขยับทั้งขา แขน ข้อเท้า ข้อมือ หัวไหล่ คอ เอว ราว 5-10 นาที
การออกกำลังกายแบบแอโรบิก เป็นการเพิ่มความแข็งแรงของหัวใจ กระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นถึงระดับที่มีชีพจร 60-80% อย่างน้อย 20 นาที928bet
การยกน้ำหนัก ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เลือกน้ำหนักที่ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป โดยยกดัมเบล ขวดใส่น้ำ หรือใช้อุปกรณ์ในฟิตเนสก็ได้ โดยออกกำลังทั้งในส่วนของต้นแขน ต้นขา หน้าท้อง ข้างเอว ข้างสะโพก ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแต่ละคนไม่เท่ากัน ให้ลองทำเป็นเซ็ตๆ เซ็ตละ 10 ครั้ง ได้แค่ไหนเอาแค่นั้น สลับเป็นส่วนๆ ไป อย่าหักโหม หากมีอาการหน้ามืด เจ็บหน้าอก วิงเวียนศีรษะ ชีพจรเต้นรัวและแรงเกินไป หรือปวดกล้ามเนื้อให้หยุด แล้วหาที่นั่งพักทันที
กายบริหาร หรือโยคะ เพิ่มความยืดหยุ่นของร่างกาย การออกกำลังกายช้าๆ แบบกายบริหารช้าๆ หรือโยคะ เหมาะกับผู้ป่วยโรคหัวใจ เพราะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อได้อย่างช้าๆ กล้ามเนื้อไม่ฉีกขาด หรือเกิดอาการบาดเจ็บมากเหมือนการยกน้ำหนัก แต่อาจมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อได้เหมือนกันในระยะแรกๆ หากทำอย่างเป็นประจำ อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อจะค่อยๆ หายไป
เดินเร็ว หรือวิ่งเหยาะๆ วันละ 1-3 ชั่วโมง อย่าลืมเลือกรองเท้าที่รองรับการกระแทกได้ดีด้วย
เทนนิส ว่ายน้ำ ช่วยให้แขน และขาได้ใช้กล้ามเนื้อได้อย่างเต็มที่ กล้ามเนื้อหัวใจได้ทำงานเพื่อสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย และทำให้การเคลื่อนไหวของผู้ป่วยดีขึ้น
รำกระบอง เป็นวิธีที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ ช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณกระดูกสันหลังได้ทำงานมากยิ่งขึ้น และยังช่วยให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้ดีขึ้นด้วย
หลังการออกกำลังกาย อย่าลืมคูลดาวน์ยืดเส้นยืดสายกล้ามเนื้ออีกครั้งด้วยการทำท่ากายบริหารช้าๆ เบาๆ 5-10 นาที928bet
 
หากมีอายุน้อยกว่า 40 ปี ไม่มีปัจจัยเสี่ยงหรือความผิดปกติ เช่น เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอกหรือเป็นโรคหัวใจ สามารถออกกำลังกายแบบไม่หักโหมได้ทันที แต่หากมีความผิดปกติควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะเริ่มออกกำลังกาย

ที่มา Sanook

2
โดนแมวข่วนต้องฉีดยาไหม ควรระวังโรคอะไรบ้าง


เมื่อโดนแมวข่วนอาจเป็นแผลนิดเดียวแต่ก็อย่าชะล่าใจ มาดูกันว่าโดนแมวข่วนควรฉีดยาอะไรบ้าง และมีโรคที่ต้องระวังกี่โรคกัน928bet
สำหรับทาสแมวหรือคนที่อดใจในความน่ารักของแมวไม่ไหว เข้าไปเล่นกับเจ้าเหมียวแล้วโดนข่วนจนเป็นแผล บางคนอาจไม่คิดอะไรเพราะแมวก็ดูซื่อใส แผลก็ไม่ได้ใหญ่ แต่รู้ไหมว่าโรคจากแมวมีทั้งพิษสุนัขบ้า และโรคแมวข่วนที่อาจทำให้เนื้อเน่า หรือติดเชื้อในกระแสเลือดได้เลยนะคะ เอาเป็นว่าใครที่สงสัยว่าโดนแมวข่วนแล้วต้องไปฉีดยาไหม มาดูกันเลย
โดนแมวข่วนต้องฉีดยาอะไรบ้าง
          ไม่ว่าจะแมวข่วนเป็นแผลนิดเดียว แมวข่วนที่หน้า ถลอกนิดหน่อย หรือโดนแมวข่วน แต่แมวฉีดยาแล้วก็ตาม เราก็อย่านิ่งนอนใจนะคะ แต่ควรไปฉีดวัคซีนกันพิษสุนัขบ้าและวัคซีนป้องกันบาดทะยักที่โรงพยาบาลโดยไม่ต้องรอดูอาการน้องเหมียว เพราะป้องกันไว้ยังไงก็ดีกว่า
ทั้งนี้การฉีดวัคซีนจะขึ้นอยู่กับบุคคล โดยคนที่เคยฉีดวัคซีนกันบาดทะยักมาแล้วไม่เกิน 5 ปี ก็ไม่จำเป็นต้องฉีดบาดทะยักอีก ฉีดเพียงวัคซีนกระตุ้นภูมิเท่านั้น ส่วนคนที่ไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักและวัคซีนพิษสุนัขบ้าเลย แพทย์จะประเมินจากความรุนแรงของบาดแผล รวมทั้งความเสี่ยงของจุดที่โดนแมวข่วนหรือกัดด้วย
โดนแมวข่วน แมวกัด เสี่ยงโรคอะไรได้บ้าง
          ไม่อยากให้คิดว่าโดนแมวข่วนเลือดซิบ ๆ นิดเดียวคงไม่เป็นไร หรือแมวกัดนิดหน่อยทำแผลเดี๋ยวก็หาย เพราะจริง ๆ แล้ว โดนแมวข่วนอาจทำให้เกิดโรคที่อันตรายหลายโรค ตามนี้เลยค่ะ
1. ติดเชื้อแบคทีเรีย
          เชื้อแบคทีเรียจากแมวจะเจอได้ทั้ง เชื้อ Capnocytophaga canimorsus, Pasteurella multocida, เชื้อแบคทีเรียแกรมบวก, เชื้อแบคทีเรียชนิดไม่ต้องการออกซิเจน และเชื้อแบคทีเรียชนิดอื่น ๆ ซึ่งการติดเชื้อแบคทีเรียจากแมวอาจทำให้เกิดแผลอักแสบ เป็นหนอง928bet
2. พิษสุนัขบ้า
          โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่เกิดกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด ไม่เว้นแม้แต่แมว และโดยเฉพาะแมวที่เป็นสัตว์ชอบออกตะลอนเที่ยวไป หรือไปกัดกับแมวหรือสัตว์ชนิดอื่นมา โอกาสที่แมวจะติดเชื้อพิษสุนัขบ้าก็ย่อมมาก หรือแม้แต่แมวที่เลี้ยงในระบบปิด ก็เคยเจอติดเชื้อพิษสุนัขบ้าได้เช่นกัน ดังนั้นจึงไม่ควรนิ่งนอนใจ หากโดนข่วนหรือโดนแมวกัดควรรีบไปฉีดวัคซีนโดยทันทีนะคะ
3. บาดทะยัก
          เชื้อบาดทะยักจะเจอได้ในปากแมวและเล็บแมว ดังนั้นหากโดนแมวข่วนหรือกัดจนถึงเลือดก็ควรระวังโรคบาดทะยักไว้ด้วย และถ้าไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักหรือเคยฉีดมาเกิน 10 ปี แล้ว ควรไปฉีดวัคซีนกันบาดทะยักอีกรอบโดยด่วน
4. โรคแมวข่วน
          โรคแมวข่วนคือโรคติดเชื้อแบคทีเรียชนิดกึ่งเฉียบพลัน โดยผู้ป่วยจะมีอาการวิงเวียน ต่อมน้ำเหลืองอักเสบโตเป็นก้อน (Granulomatous lymphadenitis) และอาจมีไข้ เกิดแผลเป็นผื่นสีแดง โดยแผลนี้อาจพัฒนากลายเป็นหนอง และในผู้ป่วยร้อยละ 50-90 อาจเกิดอาการตาแดง ตามด้วยอาการผดขึ้นในบริเวณที่ถูกแมวข่วน หรือในบางรายอาจมีอาการแทรกซ้อนทางระบบประสาท เช่น สมองอักเสบและระบบประสาทอักเสบ แต่ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจมีไข้สูงร่วมกับเกิดก้อนที่ตับและม้าม
ทั้งนี้อาการของโรคแมวข่วนสามารถสังเกตได้จากอาการ ดังนี้
          - แผลแมวกัดหรือแมวข่วนไม่หายในเวลาอันควร
          - รอบ ๆ รอยกัดหรือข่วนแดงขึ้นและกว้างขึ้นเกิน 2 วัน
          - มีไข้อยู่หลายวันหลังถูกแมวข่วนหรือกัด
          - ต่อมน้ำเหลืองบวมและปวดนานกว่า 2-3 สัปดาห์
          - ปวดกระดูกหรือปวดข้อ ปวดท้อง โดยไม่มีไข้ อาเจียน หรือท้องร่วง
          - อ่อนเพลียนานกว่า 2 สัปดาห์
          อย่างไรก็ตาม โรคแมวข่วนเป็นโรคติดเชื้อกึ่งเฉียบพลันที่สามารถหายได้เองโดยไม่ต้องใช้ยารักษาใด ๆ ทว่าในผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำอาจต้องใช้เวลาในการรักษาประมาณ 1-3 เดือน โดยการรักษาจะใช้ยาปฏิชีวนะ หรือในรายที่มีหนองก็อาจทำการเจาะหนองเพื่อลดอาการปวดร่วมด้วย
5. เนื้อเน่า
          โรคเนื้อเน่าหรือโรคแบคทีเรียกินเนื้อ คือโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย และก่อให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรงบริเวณผิวหนังที่ถูกแมวข่วนหรือกัด โดยในระยะแรกจะมีอาการปวด  บวม แดง ร้อนที่ผิวหนังอย่างรวดเร็ว แต่อาการปวดมักจะไม่เกี่ยวกับแผลที่เป็น นอกจากนี้ผู้ป่วยยังจะมีไข้สูง ร่วมกับแผลที่เป็นจะมีสีม่วง ดำ สีคล้ำ หรือมีถุงน้ำเกิดขึ้น นานเข้าเซลล์เนื้อเยื่อบริเวณนั้นอาจตายได้
          โรคเนื้อเน่ามักจะเกิดที่บริเวณขาและเท้า และอาจมีภาวะแทรกซ้อน เช่น อาการช็อกจากการติดเชื้อในกระแสเลือด เบาหวาน และภาวะไตวาย ซึ่งหากโดนแมวข่วน กัด จนมีบาดแผลลึก ควรไปพบแพทย์โดยด่วนเพื่อป้องกันการเกิดโรคเนื้อเน่านะคะ
6. ติดเชื้อในกระแสเลือด
          การติดเชื้อแบคทีเรียจากแมวอาจทำให้เราติดเชื้อในกระแสเลือดและเสี่ยงเสียชีวิตได้ โดยคนที่เสี่ยงจะติดเชื้อในกระแสเลือดจากการโดนแมวข่วนหรือกัดจะเป็นกลุ่มคนที่มีภูมิต้านทานต่ำ หรือมีภูมิคุ้มกันผิดปกติไม่ว่าจากการกินยาหรือจากโรคที่เป็นอยู่ รวมไปถึงคนที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคที่แผลหายช้า ตับแข็ง ไตวาย ผู้สูงอายุ ผู้ที่ตัดม้าม สูบบุหรี่ กินยาสเตีรอยด์ กินยากดภูมิคุ้มกัน หรือกินอาหารเสริมสมุนไพรที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ เป็นต้น
โดนแมวข่วนแบบไหน ต้องระวังเป็นพิเศษ
          แผลโดนแมวข่วนหรือกัดที่มีความลึก แบบแมวกัดจมเขี้ยว ปากแผลจะลึกทำให้เชื้อแบคทีเรียมีโอกาสสะสมในแผลได้แม้ปากแผลจะปิด ดังนั้นหากโดนแมวข่วนจนเลือดออก และแผลดูไม่ดีก็ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาจะดีกว่า
โดนแมวข่วน ทำยังไงดี
          สำหรับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อโดนแมวข่วนหรือกัด สามารถทำได้ ดังนี้
          - ล้างแผลให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่หลาย ๆ ครั้ง นานอย่างน้อย 10 นาที โดยล้างให้ถึงก้นแผล และเปิดน้ำให้พุ่งเข้าไปในแผลเพื่อชะล้างเศษน้ำลายแมวออกจากแผลให้ได้มากที่สุด
          - เมื่อล้างแผลจนสะอาดแล้ว ให้ใส่เบตาดีนหรือเช็ดรอบ ๆ แผลด้วยแอลกอฮอล์ แต่ห้ามใช้ยาผงโรยแผลโดยตรง
          - ไปพบแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าและวัคซีนป้องกันบาดทะยัก รวมทั้งอาจให้พยาบาลล้างแผลให้อีกรอบก็จะดีค่ะ
โดนแมวข่วน ป้องกันได้ ก่อนเกิดอันตรายกับร่างกาย
1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือเล่นกับแมวจรจัด แมวที่เราไม่คุ้นหน้า
2. อย่าแหย่แมว หรือเล่นกับแมวแรง ๆ
3. พยายามอย่าเข้าใกล้แมวที่มีลักษณะอาการแปลก ๆ เช่น หางตก ตาขวาง น้ำลายฟูมปาก
4. อย่าหยิบอาหารขณะที่แมวกำลังกิน หรือหยิบของที่แมวหวง928bet
           อย่างไรก็ดี หากเป็นทาสแมวที่เลี้ยงแมวไว้ที่บ้าน ก็ควรพาแมวไปฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าทุกปี รวมไปถึงเราเองก็สามารถฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าและวัคซีนป้องกันบาดทะยักล่วงหน้าได้ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ และสตรีมีครรภ์ ป้องกันไว้ก่อนยังไงก็อุ่นใจกว่าเนอะ

ที่มา Kapook


3
ขับรถเกียร์ออโต้ควรใช้เท้าข้างเดียว หรือสองข้าง?



หลายคนทราบดีอยู่แล้วว่ารถยนต์เกียร์อัตโนมัติทุกคัน จะมีเฉพาะแป้นคันเร่งและแป้นเบรกเท่านั้น ไม่มีแป้นคลัทช์เหมือนกับรถเกียร์ธรรมดา แล้วเราควรเหยียบแป้นทั้งสองด้วยเท้าข้างเดียว หรือทั้งสองข้างกันแน่?928bet
ในรถยนต์เกียร์ธรรมดา ผู้ขับขี่จำเป็นต้องใช้เท้าทั้งสองข้างในการควบคุมแป้นคันเร่ง, แป้นเบรก และแป้นคลัทช์ โดยเท้าขวาจะใช้สำหรับเหยียบแป้นคันเร่ง และแป้นเบรก ส่วนเท้าซ้ายจะใช้สำหรับเหยียบแป้นคลัทช์เท่านั้น ซึ่งกรณีรถเกียร์ธรรมดา ผู้ขับขี่แทบไม่สามารถสลับเท้ามาเหยียบแป้นอีกด้านหนึ่งได้ เพราะมันไม่สะดวกเอาเสียเลย
     แต่สำหรับรถเกียร์อัตโนมัติ หลายคนมีพฤติกรรมใช้เท้าซ้ายสำหรับการควบคุมแป้นเบรก ซึ่งถือว่าอันตรายเป็นอย่างยิ่ง! เนื่องจากการใช้เท้าทั้งสองข้างเหยียบแป้นคันเร่งและแป้นเบรกพร้อมๆ กัน ถือเป็นพฤติกรรมเสี่ยงอันตรายต่อรถรอบข้าง รวมถึงอาจทำให้ระบบเบรกเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติด้วย ซึ่งสาเหตุหลักๆ ที่ไม่ควรใช้เท้าทั้งสองข้างในการขับรถเกียร์ออโต้ ประกอบด้วย
     1.แม้ว่าคุณจะใช้น้ำหนักเท้าซ้ายกดลงไปที่แป้นเบรกเพียงนิดเดียว ก็อาจทำให้ไฟเบรกด้านท้ายสว่างค้าง สร้างความเข้าใจผิดให้กับรถคันหลังได้ เมื่อจำเป็นต้องชะลอความเร็วจริงๆ928bet รถคันหลังอาจไม่ทราบว่าคุณกำลังชะลอความเร็ว จนก่อให้เกิดอุบัติเหตุ
     2.ในกรณีฉุกเฉิน หรือกำลังอยู่ในสถานการณ์คับขัน แทนที่คุณจะเหยียบเบรก คุณอาจเผลอไปเหยียบคันเร่งแทนได้ และบางกรณีที่คุณต้องเหยียบคันเร่ง คุณก็อาจเผลอกดเบรกได้โดยไม่รู้ตัวเช่นกัน
     3.หากคุณเผลอเหยียบเบรกค้างไว้ในขณะขับขี่ปกติ จะส่งผลให้ผ้าเบรกแตะกับจานเบรกเสียดสีกันจนเกิดความร้อนสูง ผ้าเบรกหมดไวกว่าปกติ แถมรถยังเร่งไม่ขึ้นอีกด้วย928bet
ดังนั้น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ขับรถเกียร์อัตโนมัติ คุณควรเหยียบคันเร่งและเบรกด้วยเท้าข้างขวาเพียงข้างเดียวเท่านั้นครับ

หน้า: [1]