ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

ผู้เขียน หัวข้อ: ช่วงหน้าฝนนี้ มาทำความรู้จัก hydroplane กันหน่อยนะครับ  (อ่าน 207 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ James ECT-22

  • ทีมงานคณะกรรมการคลับ
  • สมาชิก 1000 ไมล์
  • *
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 120
  • กระทู้: 1239
  • พลังน้ำใจ : 11
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: Samutprakarn
  • ชื่อเล่น: Jim
  • Never trouble trouble till trouble troubles me.
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
  • รางวัลและกิจกรรม สมาชิกคลับรุ่น 1
 Share 
Hydroplane คืออะไร
อันตรายอย่างไร


เนื่องจากมีการพูดคุยเรื่องนี้กันเยอะ ผมเลยเอามาโพสshareให้เพื่อนๆอ่านกันนะครับ

หลายคนยังขับรถอย่างประมาท เมื่อฝนตก ผลก็คือลงไปอยู่ข้างทาง หรือไม่ก็ข้ามเลนไปจูบคันอื่นบ้าง จูบต้นไม้บ้าง เพราะความไม่รู้

ไฮโดรเพลน จะเกิดเมื่อมีน้ำขังบนถนน เนื่องจากฝนตก และ รถมีความเร็วเกิน 80 กม.ต่อชม. น้ำจะแข็งเหมือนหินทำให้เกิดการ "เหิน น้ำ" หรือ ไฮโดรเพลน นั่นเอง

มักจะเกิดเสมอเมื่อ
1)  ล้อด้านเดียววิ่งใปบนแอ่งน้ำ
2)  ดอกยางสึกมากเกินไปรีดน้ำไม่ทัน
3)  แตะเบรคอย่างรุนแรง
4)  หมุนพวงมาลัย อย่างแรง

... รถที่หนักมากกว่า จะเกิดง่ายกว่า
....ล้อที่มีหน้ายางเล็กกว่าจะเกิดง่ายกว่า

ฉะนั้น เมื่อฝนตก อย่าขับเกิน 80 กม. ต่อ ชม. นะครับ

ถึงช้าดีกว่าไปไม่ถึง หากต้องแข่งกับเวลา เพราะมีนัด ให้คิดว่า มาช้าดีกว่าไม่มา

เมื่อฝนตกเราไม่รู้ว่าจะเกิด ไฮโดรเพลน เมื่อใด เพราะ
... เราไม่รู้ว่า น้ำขังอยู่ตรงไหน
... ดอกยางเรามีสภาพดีแค่ไหน
... จะมีอะไรมาทำให้เราต้องเบรคอย่างแรงเมื่อใด
... หรือมีอะไรทำให้เราต้องหักพวงมาลัยหลบอย่างแรงหรือไม่ อย่างไร

เวลาฝนตก ให้คิดถึง ไฮโดรเพลน และคนที่คอยอยู่ทางบ้านนะครับ

ออฟไลน์ James ECT-22

  • ทีมงานคณะกรรมการคลับ
  • สมาชิก 1000 ไมล์
  • *
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 120
  • กระทู้: 1239
  • พลังน้ำใจ : 11
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: Samutprakarn
  • ชื่อเล่น: Jim
  • Never trouble trouble till trouble troubles me.
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
  • รางวัลและกิจกรรม สมาชิกคลับรุ่น 1
เรามาดูวิธีป้องกันกัน
1.อย่าได้ขับรถเร็วเกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หากพื้นผิวถนน มีน้ำขัง หรือแม้แต่เปียกเล็กน้อย
2.ยางรถยนต์ ต้องมีดอกยางเสมอ (วัดด้วยเหรียญ) ยิ่งดอกยางยังมีอยู่เยอะ ยิ่งรีดน้ำได้ดีกว่า
3.หากรถยนต์ของคุณมีระบบ Traction Control อย่าได้ลืมเปิดใช้งานเวลาถนนเปียก
4.หากเลือกรถใช้งานได้ ขณะฝนตก ควรเลือกรถยนต์ที่มีระบบ ABS ทั้ง 4 ล้อไว้ก่อน (รถยนต์บางชนิดจะมีเพียง 2 ล้อหน้า หรือ 2 ล้อหลัง)
5.หากเริ่มเกิดอาการสูญเสียการควบคุมจากอาการเหินน้ำแล้ว ควรปฎิบัติดังนี้

1.หากรถยนต์อยู่ในทางตรง และมาด้วยความเร็วน้อย จะสูญเสียการควบคุมเพียงเล็กน้อย นักขับจะต้องพยายามควมคุมทั้งความเร็ว และทิศทางให้เหมือนปุยนุ่น อย่าได้พยายามควบคุมทุกอย่างอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเบรค หรือหักล้อรถยนต์เต็มที่ อย่าได้ทำแบบนั้นเด็ดขาด

2.หากรถยนต์อยู่บนท้องถนน และเกิดอาการจากการเหินน้ำ ที่เกิดจากการเร่งความเร็วอย่างฉับพลัน จะเกิดอาการ 3 อย่าง คือ 1 ต้นเหตุเกิดที่ล้อหน้า  คำแนะนำสำหรับล้อหน้าคือ โอกาสเกิดรถหมุนนั้นจะมาก ต้องปล่อยเลยไป โดยมีโอกาสที่รถยนต์จะตกข้างทาง หรือพาดกับต้นไม้ หรือเสาไฟฟ้า เพราะเราเตือนคุณแล้วว่า อย่าได้เร่งความเร็วฉับพลัน 2.เหตุเกิดจากล้อหลัง การรักษาการควบคุมจะง่ายกว่า เพราะอาการจะเกิดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น 3.เกิดเหตุทั้ง 4 ล้อ รถยนต์จะไม่หมุน แต่จะมุ่งตรงไปด้านหน้า (แม้ว่าจะหักล้อหมุน รถก็ตรงไปด้านหน้าอยู่ดี) ดังนั้นคุณยังมีโอกาสควบคุมเล็กน้อย พยายามลดความเร็ว โดยไม่เหยียบคันเร่งเพิ่ม รักษาทิศทางของรถยนต์ไว้


ประเด็น สำคัญ คือ อย่าได้เหยียบเบรค เพราะจากการทดสอบหลายครั้ง ผู้ขับขี่ส่วนมากจะเหยียบเบรค (ในการทดสอบดูจากไฟท้ายรถยนต์) เพราะการเหยียบเบรคแบบกระทันหัน จะยิ่งทำให้เกิดอาการเหินน้ำมากขึ้น เพราะยางรถยนต์หยุดรีดน้ำ ทำให้โอกาสเกิดสูญเสียการควบคุมรถยนต์มากขึ้นไปอีก

แต่ประเด็นที่ สำคัญยิ่งกว่า คือ พยายามหลีกเลี่ยงโอกาสเกิดอาการเหินน้ำให้มากที่สุด เพราะแม้แต่นักขับอาชีพ ก็ยังยากที่จะควบคุมรถยนต์ได้ โดยเฉพาะการขับรถยนต์ขณะฝนตกนั้น ควรขับรถยนต์ด้วยความเร็วที่ไม่เกิน 95 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และอย่าเร่งหรือลดความเร็วแบบฉับพลัน

Tags: